คนไทยชอบออกกำลังกายมากแค่ไหน ??
การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพและสามารถช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง
การออกกำลังกายมีผลดีกับร่างกายเราหลายอย่างเราอาจจะรู้กันอยู่แล้วว่า
ร่างกายของคนถูกสร้างขึ้นมาให้มีการเคลื่อนไหว
เพื่อความเจริญเติบโตและรักษาสภาพการทำงานที่ดีเอาไว้ การเคลื่อนไหวน้อยหรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกายไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของสมรรถภาพทางกายหรือสุขภาพ
แต่ยังเป็นสาเหตุของความผิดปกติของร่างกายและโรคร้ายหลายชนิดที่ป้องกันได้ในทางการแพทย์ การออกกำลังกายอาจเปรียบได้กับยาสารพัดประโยชน์ เพราะใช้เป็นยาบำรุงก็ได้
เป็นยาป้องกันก็ได้ และเป็นยาบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสภาพร่างกายก็ได้ แต่ขึ้นชื่อว่ายาแล้วไม่ว่าจะวิเศษเพียงไรก็จะต้องใช้ด้วยขนาดหรือปริมาณที่เหมาะสมกับคนแต่ละคน
การใช้โดยไม่คำนึงถึงขนาดหรือปริมาณที่เหมาะสมนอกจากอาจไม่ได้ผลแล้วยังอาจเกิดโทษจากยาได้ด้วย
ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้
ในปัจจุบันคนไทยหันมาออกกำลังกายมากกว่าเมื่อก่อนเพราะตอนนี้ทุกคนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกายกันมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเลือกกินอาหารหรือการออกกำลังกายและจากสถิติที่ผ่านมาพบว่าคนไทยและคนทั่วโลกมีอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นมาก สาเหตุที่สำคัญเกิดจากความไม่สมดุลของการรับประทานอาหารและการออกกาลังกาย
นอกจากนั้นยังทำให้เกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง กระดูกพรุน โรคอ้วนและโรคมะเร็งบางชนิด
เมื่อท่านได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพร่วมกับการออกกาลังกายอย่างเหมาะสมจะทำให้ท่านมีสุขภาพที่ดี
สมาคมโภชนาการ สมาคมความดันโลหิตสูงได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการรับประทานอาหารซึ่งไม่เน้นเฉพาะพลังงานอย่างเดียว
แต่จะเน้นเรื่องสารอาหาร และการออกกาลังกายด้วย
เราอาจจะเห็นคนส่วนมากที่ใช้การออกกำลังกายเพื่อที่จะมีหุ่นดีเหมือนนาง
แบบ
ประโยชน์หลักๆของการออกกำลังกายก็มีหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นช่วยทำให้ระบบ
อวัยวะต่างๆภายในร่างกายมีการเคลื่อนไหว
แข็งแรง คงทน และทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและอดทนยิ่งขึ้น
ทำให้ทรวดทรงสง่างาม ทำให้ร่างกายมีการพัฒนาการตามวัยและแข็งแรง
ทำให้จิตใจแจ่มใส ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือด ปอด
หัวใจทำงานดีขึ้นเพื่อป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง
และช่วยให้ไม่เป็นลมหน้ามืดง่าย ช่วยผ่อนคลายความเครียด ไม่ซึมเศร้า
ไม่วิตกกังวลสุขภาพจิตดีขึ้น และนอนหลับสบาย ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น
ควบคุมน้ำหนักตัว
แต่ถ้าเราไม่ออกกำลังกายเลยมันก็มีโทษเหมือนกัน เช่น การเจริญเติบโต
การขยายขนาดในด้านความสูงของร่างกายขึ้นอยู่กับความยาวของกระดูก
การออกกำลังกายจะทำให้กระดูกของวัยรุ่นมีแข็งแกร่ง คงทนและมีความหนา
ทั้งนี้ เนื่องจากมีการเพิ่มการสะสมแร่ธาตุพวกแคลเซียมในกระดูก
วัยรุ่นที่ขาดการออกกำลังกายกระดูกจะเล็ก เปราะบาง
และขยายด้านความยาวได้ไม่เท่าที่ควร ทำให้เติบโตช้า แคระแกร็น
รูปร่างทรวดทรง โครงกระดูกและกล้ามเนื้อที่ปกคลุมอยู่
รูปร่างของมนุษย์ เมื่อกระดูกมีการเจริญเติบโตน้อยและช้า
กล้ามเนื้อมีปริมาณน้อยเพราะขาดการออกกำลังกาย
จึงทำให้วัยรุ่นมีรูปร่างผอมบางไม่แข็งแรง
วัยรุ่นบางคนกินอาหารมากแต่ขาดการออกกำลังกายอาจมี ไขมันใต้ผิวหนังมาก
ทำให้เกิดโรคอ้วน โรคภาวะโภชนาการเกิน และมีกล้ามเนื้อน้อย
และทำให้การตึงตัวของกล้ามเนื้อเพื่อคงรูปร่างในสภาพที่ถูกต้องเสียไป
ทำให้ทรวดทรงของวัยรุ่นไม่สมส่วน คือ มีรูปร่างผอมบาง หรือ อ้วน
และไม่สมประกอบ
เช่น ขาโก่งหรือเข่าชิดกัน ศีรษะเอียง หรือตัวเอียง เป็นต้น สุขภาพทั่วไป
วัยรุ่นที่ขาดการออกกำลังกายจะอ่อนแอ
มีความต้านทานโรคต่ำ เจ็บป่วยได้ง่าย เมื่อเกิดการเจ็บป่วยจะรักษาหายช้า
และมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย ซึ่งปัญหานี้จะผลกระทบจนถึงวัยผู้ใหญ่
สมรรถภาพทางกายการออกกำลังกายมีผลโดยตรงต่อสมรรถภาพทางกายในด้านต่างๆ
การออกกำลังกายชนิดที่ใช้แรงกล้ามเนื้อจะทำให้ความแข็งแรงเพิ่มขึ้น
และการออกกำลังกายแบบไม่หนักมากแต่ใช้เวลานานติดต่อกันทำให้เพิ่มความอดทน
โดยเพิ่มสมรรถภาพของระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือด
วัยรุ่นที่ขาดการออกกำลังกายจะมีข้อเสียเปรียบในการเรียนวิชาพลศึกษาหรือ
เล่นกีฬา
และมีการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อและระบบประสาทต่ำ
ทำให้ปฏิกิริยาในการหลีกเลี่ยงอันตรายต่ำด้วย
จึงมักได้รับการบาดเจ็บจากอุบัติภัยได้ง่าย
ด้านสังคมและจิตใจ การออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเป็นกลุ่มจะทำให้วัยรุ่น
รู้จักปรับตัวเข้ากับสังคม
ในด้านส่วนตัววัยรุ่นจะมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง มีจิตใจร่าเริง
วัยรุ่นที่ขาดการออกกำลังกายมักเก็บตัว มีเพื่อนน้อย
บางรายหันไปหาอบายมุขหรือพวกยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมปัจจุบัน
วัยรุ่นที่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะมีนิสัยชอบออก
กำลังกายติดตัวไปด้วย
2. จากการสำรวจพบว่าปัจจุบันประชาชนมีแนวโน้มของการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
โดยผู้ชายมีอัตราการออกกำลังกายสูงกว่าผู้หญิงและผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลมีอัตราการออกกำลังกายสูงกว่านอกเขตเทศบาลแต่อย่างไรก็ตามพบว่าผู้หญิงและผู้ที่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาลมีแนวโน้มของการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ขณะที่ผู้ชายและผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลมีอัตราการออกกำลังกายค่อนข้างคงที่และมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย
2.1 ความถี่ในการออกกำลังกายของประชากร
สำหรับความถี่ในการออกกำลังกายต่อสัปดาห์พบว่า
ในปี 2550 ประชากรอายุ 11 ปีขึ้นไปที่ออกกำลังกายส่วนใหญ่
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ คือ ออกกำลังกาย 3-5 วัน (ร้อยละ 38.2) รองลงมา 6-7 วัน (ร้อยละ 28.2) และน้อยกว่า 3 วัน(ร้อยละ 21.6) ตามลำดับ สำหรับการออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ
มีน้อยที่สุดเพียงร้อยละ 12.0 ซึ่งความถี่ในการออกกำลังกายไม่เปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
2.2 ช่วงวัยของประชากรที่ออกกำลังกาย
(ปี 2550)
เมื่อพิจารณาผู้ที่ออกกำลังกายจำนวน 16.3 ล้านคน ตามกลุ่มอายุ 4 กลุ่ม
พบว่าพบว่าประชากรกลุ่มวัยเด็กออกกำลังกายมากกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งส่วนใหญ่อาจเป็นเพราะกลุ่มนี้อยู่ในวัยเรียน
การเล่นกีฬาหรือการออกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียนโดยมีอัตราการออกกำลังกายสูงถึงร้อยละ
73.1 รองลงมา เป็นกลุ่มเยาวชนและประชากรสูงอายุ คือ ร้อยละ
45.4 และ 28.0 ตามลำดับส่วนประชากรวัยทำงานมีอัตราการออกกำลังกายน้อยที่สุดคือ
ร้อยละ 19.7 ทั้งนี้อัตราการออกกำลังกายของชายสูงกว่าหญิงในทุกกลุ่มช่วงวัย
2.3 จากการศึกษาคนที่ออกกำลังกายทั่วราชอาณาจักรจะเห็นได้ว่าจำนวนประชากรอายุ 11
ปีขึ้นไปมีจำนวน 55031.05 คน
แต่มีคนที่ออกกำลังกายมากถึง 16318.967 คน จากสถิติเราก็จะเห็นว่าผู้ชายออกกำลังกายมากกว่าผู้หญิงโดยผู้ชายออกกำลังกาย 8765.967 คน
ส่วนผู้หญิงจากที่มีจำนวนมากกว่าผู้ชายกลับออกกำลังกายแค่ 7552.958 คน
2.4 จากจำนวนประชากรในแต่ละภาคมีจำนวนประชากรที่ต่างกันพบว่าประชากรอายุ11
ปีขึ้นไปภาคอีสานจะมีจำนวนเยอะกว่าภาคอื่นๆลองลงมาคือภาคกลาง ภาคใต้และภาคเหนือจากสิติพบว่าภาคที่ออกกำลังกายมากที่สุดคือภาคอีสานที่มีจำนวนคนออกกำลังกาย 5376.427 คน ลองลงมาภาคกลางมีจำนวน 3324.264 คน ภาคใต้ 2788.343 คนและ ภาคเหนือ 2817.545 คน
สรุป
จากการสำรวจการออกกำลังกายของจำนวนประชากรอายุ 11 ปีขึ้นไป จำแนกตามการออกกำลังกาย กลุ่ม อายุ เพศ
เขตการปกครองและภาค ปี พ.ศ. 2550 พบว่าคนไทยออกกำลังกายเพิ่มมากขึ้นกว่าปีก่อนๆที่ผ่านมาและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอีกด้วยเพราะตอนนี้คนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้นจากสถิติที่ว่ามาโดยผู้ชายมีอัตราการออกกำลังกายสูงกว่าผู้หญิงและผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลมีอัตราการออกกำลังกายสูงกว่านอกเขตเทศบาล
แต่อย่างไรก็ตาม พบว่าผู้หญิงและผู้ที่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาลมีแนวโน้มของการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆและเราจะเห็นว่าประชากรกลุ่มวัยเด็กออกกำลังกายมากกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งส่วนใหญ่อาจเป็นเพราะกลุ่มนี้อยู่ในวัยเรียน
การเล่นกีฬาหรือการออกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียนโดยมีอัตราการออกกำลังกายสูงถึงร้อยละ 73.1 รองลงมา เป็นกลุ่มเยาวชนและประชากรสูงอายุ คือ ร้อยละ
45.4 และ 28.0 ตามลำดับส่วนประชากรวัยทำงานมีอัตราการออกกำลังกายน้อยที่สุดคือ
ร้อยละ 19.7 ทั้งนี้อัตราการออกกำลังกายของชายสูงกว่าหญิงในทุกกลุ่มช่วงวัย
อ้างอิง |





ตรวจแล้ว
ตอบลบอ.กนกพร